วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552
ในการวางแผนการเงิน นอกจากจะวางแผนการออม วางแผนการลงทุน วางแผนการเกษียณ วางแผนมรดกแล้ว อีกแผนหนึ่งที่จำเป็นจะต้องวางก็คือ การวางแผนประกันภัย ซึ่งจะหมายถึงทั้งการประกันภัยบุคคล และการประกันภัยทรัพย์สิน
การทำประกัน เป็นการวางแผนป้องกันไม่ให้ท่านหรือครอบครัวของท่านเดือดร้อน ในยามที่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เช่น การเสียชีวิตของบุคคลผู้เป็นกำลังสำคัญในการหารายได้ให้ครอบครัว หรือการสูญเสียสินทรัพย์ที่สำคัญ ซึ่งในหลายๆ กรณีสินทรัพย์ที่สำคัญก็คือบุคคล
การทำประกันภัยเป็นการจัดการความเสี่ยงรูปแบบหนึ่ง โดยการโอนความเสี่ยงไปให้ผู้อื่นรับแทน ถือเป็นการเตรียมการไว้ช่วยบรรเทาความเสียหายหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ขึ้น เช่น หากเกิดไฟไหม้ ก็จะได้เงินค่าสินไหม หรือเงินชดเชย ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงิน หากต้องมีการสร้างขึ้นมาใหม่ อย่างไรก็ดี การทำประกันภัยไม่ได้ช่วยลดโอกาสเกิดปัญหา คือความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาขึ้นก็ยังเท่าเดิม เพียงแต่ว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้ว เราไม่ต้องแบกรับภาระไว้แต่ลำพัง
แนวคิดของการประกันภัยคือการเฉลี่ยความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับบุคคลใด บุคคลหนึ่งไปยังกลุ่มบุคคลที่เผชิญกับความเสี่ยงประเภทเดียวกันและมีโอกาส คล้ายๆ กันที่จะรับความสูญเสียหรือความเสียหายจากความเสี่ยงนั้นๆ
การประกันแยกเป็นสามประเภทหลักๆ คือ การประกันภัยบุคคล ได้แก่การประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ การประกันทรัพย์สิน ได้แก่ ประกันอัคคีภัย ประกันภัยรถยนต์ ประกันทางทะเลและขนส่ง และการประกันภัยเบ็ดเตล็ด และ การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมาย เช่น การประกันความรับผิดชอบของบุคคลต่อบุคคลอื่น การประกันภัยของผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะต่อบุคคลอื่น และ การประกันภัยความรับผิดชอบของธุรกิจต่อบุคคลอื่น
ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีก็คือการประกันชีวิต เพราะชีวิตเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด เมื่อไม่สามารถใช้ชีวิตได้เยี่ยงคนปกติ อาจจะเนื่องมาจากการชราภาพ ทุพพลภาพ หรือจากการเสียชีวิต บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือ ผู้รับประโยชน์ตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิต
กรมธรรม์ประกันชีวิต ไม่ว่าจะเรียกชื่อเฉพาะว่าอะไร จะมีหลักการคล้ายกันหมดคือ มีอยู่ 3 ประเภท และแบ่งเป็น 4 แบบ
กรมธรรม์ประเภทแรกคือ ประเภทสามัญ ประเภทนี้จะมีจำนวนเงินเอาประกันค่อนข้างสูง โดยทั่วไปกำหนดการจ่ายเบี้ยเป็นรายปี รายหกเดือน หรือรายไตรมาส หากจำนวนเงินเอาประกันสูง ก่อนทำประกันบริษัทประกันชีวิตอาจกำหนดให้ต้องตรวจสุขภาพ จะชำระเบี้ยประกันมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินเอาประกันและอายุของผู้เอาประกัน
ประเภทที่สองคือประเภทอุตสาหกรรม จำนวนเงินเอาประกันค่อนข้างต่ำ จึงไม่ต้องตรวจสุขภาพ แต่อาศัยข้อมูลจากคำแถลงในใบคำขอเอาประกันภัย กรมธรรม์ประเภทนี้โดยทั่วไปกำหนดชำระเบี้ยประกันรายเดือนส่วนประเภทที่ สาม เป็น ประเภทกลุ่ม คือรับประกันหลายคนในกรมธรรม์เดียวกัน การคิดเบี้ยประกันจะพิจารณาจากค่าเฉลี่ยของบุคคลในกลุ่ม การประกันประเภทนี้อัตราเบี้ยประกันจะถูกกว่าการประกันภัยประเภทอื่นๆ
นอกจากแบ่งตามประเภทแล้ว ยังแบ่งลักษณะได้เป็น 4 แบบ คือ แบบชั่วระยะเวลา (Term Insurance) ซึ่งจะระบุเวลาคุ้มครองการเสี่ยงภัยที่เกิดจากการเสียชีวิต เมื่อครบสัญญาไม่มีข้อผูกมัดใดๆ และไม่มีมูลค่าใดๆ คืนเงินให้ด้วย แบบที่สองเป็น แบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance) โดยบริษัทประกันจะจ่ายเงินตามที่ระบุให้กับผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกัน ภัยเสียชีวิต ไม่คำนึงว่าจะเสียชีวิตเมื่อใด แต่ถ้าผู้เอาประกันมีชีวิตอยู่ถึงอายุ 99 ปี บริษัทจะจ่ายเงินให้ผู้เอาประกันแทน
แบบที่สามเป็นแบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance) ซึ่งถือเสมือนเป็นการออมรูปแบบหนึ่ง คือถ้าเสียชีวิตในระหว่างช่วงเวลาที่คุ้มครอง บริษัทประกันก็จะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์ แต่ถ้าผู้เอาประกันยังมีชีวิตอยู่เมื่อครบสัญญาที่กำหนด เช่น 10 ปี 20 ปี บริษัทประกันก็จะจ่ายเงินให้ผู้เอาประกัน ณ วันครบสัญญา เบี้ยประกันที่จ่ายไปในแต่ละปีก็นำไปใช้คุ้มครองการเสี่ยงภัยส่วนหนึ่ง และออมไว้ใช้ในยามเกษียณอีกส่วนหนึ่งแบบสุดท้ายเป็น แบบเงินได้ประจำ (Annuities Insurance) คล้ายๆ กับแบบที่สาม แต่เมื่อครบสัญญา บริษัทประกันจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นประจำ โดยทั่วไปจะจ่ายให้ทุกปี จนครบเงื่อนไขตามสัญญา เสมือนหนึ่งบริษัทจ่ายเงินบำนาญให้ผู้เอาประกันหลังเกษียณอายุงานค่ะ แทนที่จะเป็นเงินก้อนหนึ่งเหมือนเงินบำเหน็จอย่างในแบบสะสมทรัพย์
สมาคมประกันชีวิตไทยแนะนำว่า หากต้องการความคุ้มครองระยะสั้น เช่น 5 ปี 10 ปี และต้องการจ่ายเบี้ยต่ำ โดยไม่มีเงินคืนในตอนท้าย ก็ควรเลือกประกันชีวิตแบบชั่วเวลา หากต้องการความคุ้มครองระยะสั้นและออมเงินไปด้วย ก็เลือกแบบสะสมทรัพย์ แต่หากต้องการความคุ้มครองแบบถาวร ก็เลือกแบบตลอดชีพ เท่าที่ดิฉันทราบ ในประเทศไทยยังไม่ค่อยมีบริษัทประกันขายกรมธรรม์แบบเงินได้ประจำค่ะ
ท่านจะเลือกทำประกันชีวิตแบบไหนก็ควรศึกษาดูรายละเอียดและเงื่อนไข เพื่อจะเลือกทำประกันได้เหมาะสมกับตัวท่านนะคะ สัปดาห์หน้าเราจะมาดูกันว่า หากอยากประกันสุขภาพ เพื่อเวลาไปหาหมอที่โรงพยาบาลแบบเป็นคนไข้นอกแล้วไม่ต้องจ่ายเงิน จะทำได้ไหม และเรื่องเกี่ยวกับการประกันสินทรัพย์ต่างๆ จะมีให้เลือกมากน้อยเพียงใด
ที่มา : http://newsroom.bangkokbiznews.com/
จัดทำบทความโดย นาย กิจจา นายอง ID : 4901103120
คำถาม
(1) กรมธรรม์ประเภทใดที่มีจำนวนเงินเอาประกันค่อนข้างสูง
(2) การประกันภัยแบบใดที่เปรียบเสมือนการออม
(3) หากต้องการความคุ้มครองแบบถาวรควรเลือกประกันภัยแบบใด
กองทุนรวมนั้นเป็นเครื่องมือในการลงทุนชนิดหนึ่ง ที่จะนำพาผู้ลงทุนไปลงทุนในหลักทรัพย์ เช่น การลงทุนในตราสารแห่งทุน คือ การลงทุนในหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ์ ฯลฯ นอกจากนี้แล้วก็ยังมีการลงทุนในตราสารแห่งหนี้ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ ฯลฯ รวมทั้งการลงทุนในตราสารอนุพันธ์ ซึ่งได้แก่ ตราสารแสดงสิทธิประเภทต่างๆ
อย่างไรก็ตาม กองทุนรวมสามารถแบ่งได้ตามประเภทต่างๆ ดังนี้ กองทุนรวมทั่วไป กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ กองทุนรวมมีประกัน กองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ กองทุนรวมหน่วยลงทุน กองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนต่างด้าว และกองทุนรวมสำหรับผู้ลงทุนต่างประเทศ ฯลฯ นอกจากนี้แล้วยังมีกองทุนต่างๆ ที่สถาบันการเงินมักจะมีไว้รองรับความต้องการของนักลงทุนทั่วไป สำหรับผู้ที่ต้องการทราบรายละเอียดของกองทุนแต่ละประเภทนั้น บริษัทเงินทุนต่างๆ มักจะให้ความกระจ่างคุณได้เป็นอย่างดีที่สุด ว่าคุณควรจะเลือกลงทุนในกองทุนรวมประเภทไหน
การลงทุนในกองทุนมักจะมีความเสี่ยงแทบทั้งสิ้น นักลงทุนไม่ควรมองเฉพาะกำไรและผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว จะต้องเผื่อใจไว้รับความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นบ้าง ขอแนะนำว่าการลงทุนนั้นคุณควรมีการบริหารความเสี่ยง โดยกระจายเงินลงทุนไปยังหุ้นและตราสารหนี้การเงินหลายๆ ประเภท ซึ่งจากผลการวิจัยโดยทั่วไปพบว่า ผลตอบแทนเฉลี่ยในการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นสูงกว่าที่ได้จากการออมเงินปกติ ดังนั้นนักลงทุนหน้าใหม่ที่มีเงินออมไว้ในกระเป๋า หากต้องการให้งอกเงยในอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ย ก็ควรจะลงทุนในลักษณะที่มีการบริหารความเสี่ยงก็จะดีกว่า
เนื่องจากการลงทุนในกองทุนรวม มีระดับความเสี่ยงตั้งแต่สูงสุดจนถึงต่ำสุด ดังนั้นนักลงทุนและผู้สนใจลงทุน สามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ตรงกับความต้องการของตนเอง ต้องศึกษาให้รอบคอบ ซึ่งในปัจจุบันนี้การลงทุนในกองทุนรวมนั้น มีมืออาชีพที่มีความรู้และเชี่ยวชาญ ทำหน้าที่คอยดูแลจัดการลงทุนให้อย่างเป็นระบบ มีแบบแผนและสามารถติดตามวัดผลได้ หากคุณเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ขอแนะนำให้เข้าไปปรึกษากับมืออาชีพดังกล่าว ซึ่งสถาบันการเงินต่างๆ มักจะมีผู้ให้บริการด้านนี้อยู่แล้ว
เมื่อมีความเข้าใจในกองทุนรวมอย่างถ่องแท้และมีที่ปรึกษา มืออาชีพแล้ว ขั้นตอนต่อไป ดิฉันขอแนะนำให้คุณคิดหาวิธีในการลดความเสี่ยงในการลงทุน โดยสามารถทำได้ด้วยการกระจายลงทุนไป ในหลักทรัพย์หลายประเภท เช่น ในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมหลายประเภท เนื่องจากหากเกิดสถานการณ์ลงทุนผันผวนราคาตลาดของบางหลักทรัพย์ลดลง แต่ราคาตลาดของบางหลักทรัพย์ก็อาจจะเพิ่มขึ้น ทำให้ผลตอบแทนโดยรวมไม่ถูกกระทบกระเทือนมากนัก อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการลงทุนในกองทุนรวมแล้ว มีผลกำไรขึ้นจากการลงทุนดังกล่าว เชื่อว่าหลายคนย่อมต้องการให้เกิดกำไรเมื่อใดก็ตามที่มีกำไร กองทุนรวมจะคืนกำไร และผลประโยชน์ในการลงทุนให้แก่ผู้ลงทุนในรูปแบบต่างๆ เช่น กำไรส่วนเกินทุน (Capital Gain) นอกจากนี้แล้วผลกำไรอาจออกมาในรูปแบบของเงินปันผล (Dividend) คือ จำนวนเงินที่กองทุนจัดสรรคืนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน เมื่อกองทุนมีผลกำไรในการดำเนินงาน
ที่มา : นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 115 พฤษภาคม 2548
จัดทำโดย น.ส. รัดเกล้า หมัดลี
50011030664
คำถาม
1.ผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวมอยู่ในรูปแบบใดบ้าง
2.เราสามารถสร้างรายละเอียดของกองทุนได้อย่างไร
3,สาเหตุที่คนส่วนใหญ่เลือกลงทุนในกองทุนรวมเพราะอะไร
ในการลงทุนในตลาดทุน ทั้งตลาดหุ้นและอนุพันธ์ ผู้ลงทุนทุกคนน่าจะรู้จักบริษัทหลักทรัพย์ หรือที่มักเรียกกันว่าโบรกเกอร์ ซึ่งก็คือผู้ที่ให้บริการในการรับคำสั่งซื้อขายหุ้นจากผู้ลงทุน รวมไปถึงการรับชำระค่าหุ้น การส่งมอบ ไปจนสิ้นสุดกระบวนการ โดยคิดค่าบริการจากผู้ลงทุนเป็นค่าธรรมเนียม นอกจากนี้ยังมีบริการหลังการซื้อขาย โดยดูแลเรื่องเงินปันผล การจองซื้อหุ้นที่ออกใหม่ รวมถึงการวิเคราะห์หุ้น และให้ข้อมูลข่าวสารประกอบการตัดสินใจ
ในปัจจุบัน โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มีบริการซื้อขายทั้งผ่านเจ้าหน้าที่การตลาดโดยตรงและซื้อขายด้วยตัวเองผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีสมาชิกทั้งสิ้น 39 โบรกเกอร์ ในจำนวนนั้นมีโบรกเกอร์ 33 ราย ที่ให้บริการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตควบคู่กัน
สิ่งที่ควรพิจารณาในการสรรหาโบรกเกอร์คู่ใจในการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต ผู้ลงทุนต้องพิจารณาเลือกผู้ที่มีความน่าเชื่อถือ ไว้ใจได้ ทั้งในแง่ของตัวบริษัท และเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการแก่ผู้ลงทุนโดยตรง ซึ่งนอกเหนือจากใบอนุญาตการประกอบธุรกิจการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ซึ่งได้รับจากสำนักงานก.ล.ต.แล้ว ผู้ลงทุนต้องพิจารณาในเรื่องสำคัญอื่น ๆ เช่น
1. ฐานะทางการเงินของบริษัท ดูว่าบริษัทมีฐานะการเงินที่มั่นคงน่าเชื่อถือหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้อาจตรวจเช็คได้จากงบการเงินของบริษัทว่ามีฐานะเป็นอย่างไร มั่นคงพอหรือไม่ การดำเนินงานมีกำไรขาดทุนเป็นอย่างไร มีการเตรียมการรองรับกรณีจำเป็นด้านการเงินไว้เพียงพอหรือไม่ เป็นต้น
2. ระบบการบริหารงาน ดูว่าระบบการบริหารเป็นอย่างไร คณะผู้บริหารควรเป็นผู้มีประสบการณ์และความรู้ในเรื่องธุรกิจหลักทรัพย์เป็นอย่างดี สังเกตเจ้าหน้าที่ที่ติดต่อด้วยว่าเขามีความรู้ ความชำนาญ มีเครื่องมือพร้อมที่จะให้บริการหรือไม่ รวมถึงระบบการปฏิบัติงานต้องได้มาตรฐานมีประสิทธิภาพ
3. ข้อมูลและเครื่องมือช่วยตัดสินใจลงทุน เนื่องจากการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต ผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลและตัดสินใจด้วยตนเองจากข้อมูลที่โบรกเกอร์บริการส่งให้ทางอีเมลหรือบนเว็บไซต์ ดังนั้นผู้ลงทุนควรพิจารณาในแง่ของความน่าเชื่อถือของบทวิเคราะห์ และความรวดเร็วในการจัดส่งข่าวสารข้อมูลต่างๆ ซึ่งผู้ลงทุนอาจลองอ่านบทวิเคราะห์เปรียบเทียบกับโบรกเกอร์อื่นๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกโบรกเกอร์
4.การให้บริการแก่ลูกค้า ทีมงานช่วยเหลือเมื่อลูกค้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งานระบบ รวมทั้งการให้บริการหลังการซื้อขายต่าง ๆ เช่น การชำระเงิน การโอนหุ้น ติดตามและดูแลผลประโยชน์ของลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ สิ่งเหล่านี้ ผู้ลงทุนควรพิจารณาให้ดี โดยอาจลองโทรถามเพื่อทราบเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหาและการให้บริการของเจ้าหน้าที่แต่ละโบรกเกอร์เพื่อเปรียบเทียบระหว่างกัน
5.ค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ ลองเปรียบเทียบว่าแต่ละโบรกเกอร์มีการคิดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำแตกต่างกันอย่างไร คิดจากยอดแต่ละรายการหรือคิดจากยอดรวม ณ สิ้นวัน ซึ่งบางโบรกเกอร์อาจคิดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำในอัตราที่สูงกว่าโบรกเกอร์อื่น แต่ก็ต้องพิจารณาถึงบริการต่างๆที่จัดให้ว่าเหมาะสมกับค่าธรรมเนียมหรือไม่
6.บริการเสริม ปัจจุบันโบรกเกอร์ที่ให้บริการซื้อหุ้นขายผ่านอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่มักจะมีบริการซื้อขายผ่านมือถือหรือ PDA ควบคู่กันด้วย โดยใช้ User Name และ Password เดียวกันและไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ลงทุนที่ต้องเดินทางบ่อย ซึ่งผู้ลงทุนควรตรวจสอบข้อมูลดูว่ามีโบรกเกอร์ไหนให้บริการบ้าง เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการซื้อขาย
7. ความสะดวกสบายในการรับจ่ายเงินค่าหุ้น เนื่องจากโบรกเกอร์ในปัจจุบันมีการรับจ่ายเงินค่าหุ้นผ่านระบบตัดเงินอัตโนมัติที่เรียกว่า ATS เป็นส่วนใหญ่ (ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ 1 เมษายน 2550) ผู้ลงทุนจึงควรหาข้อมูลว่าโบรกเกอร์นั้นๆใช้บริการธนาคารไหนอยู่บ้าง ผู้ลงทุนมีบัญชีกับธนาคารนั้นๆหรือไม่ เพื่อความสะดวกในการรับจ่ายเงินของตัวผู้ลงทุนเอง
หลังจากเลือกโบรกเกอร์ที่ถูกใจได้แล้ว ผู้ลงทุนสามารถเข้าไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ของโบรกเกอร์นั้นๆ ในเว็บไซต์จะมี 2 เมนูย่อยคือ ทดลองใช้ฟรี (Free Trial) และในส่วนของการเปิดบัญชี (Open Account) ซึ่งถ้าเลือก Free Trial จะเป็นการทดลองใช้สามารถดูข้อมูลต่าง ๆ จากโปรแกรมได้แต่ยังไม่สามารถซื้อขายได้จริง ใช้ได้ในระยะเวลาที่กำหนด แต่ถ้าเลือกเมนู Open Account จะเป็นการเปิดบัญชีซื้อขายจริง ๆ จะต้องมีการส่งเอกสารยืนยันให้กับโบรกเกอร์ด้วย หากผู้ลงทุนต้องการเปิดบัญชี ผู้ลงทุนจะต้องกรอกรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวต่างๆพร้อมตั้ง User Name & Password สำหรับเข้าใช้งาน ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งไปยังเจ้าหน้าที่เพื่อใช้ในการติดต่อกลับ ซึ่งหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะจัดส่งเอกสารในการเปิดบัญชีกลับมา บางโบรกเกอร์ก็สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มในการเปิดบัญชีจากเว็บไซต์ได้ด้วยตัวเอง ระหว่างรอการอนุมัติจากโบรกเกอร์ ผู้ลงทุนสามารถเข้าดูหน้าจอได้แต่ยังไม่สามารถส่งคำสั่งได้ เมื่อโบรกเกอร์ทำการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์เรียบร้อยแล้ว จะมีจดหมายเแจ้งเลขที่บัญชี พร้อมทั้งรหัสผ่านสำหรับส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ (PIN) เพื่อใช้ในการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต
ที่มา : http://tsi-thailand.org/
จัดทำบทความโดย น.ส. อารยา บุญญารักษ์
5001103074
คำถาม
1) ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีสมาชิกโบรกเกอร์ทั้งสิ้นจำนวนกี่โบรกเกอร์
2) PDA คือ ?
3) ATS คือ ?
รู้จักกับเครดิตลิงค์โน้ต (CLN)
CLN ก็คือตราสารที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝงทางการเงินประเภทหนึ่ง ที่มีคุณลักษณะคล้ายหุ้นกู้ ในสวนของกระแสเงินสด และความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ที่อาจเกิดขึ้นได้ ผู้ออกตราสาร CLN โดยส่วนใหญ่จะเป็นสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินนั้นจะออกตราสารที่มีผลตอบแทนหรือความสามารถในการจ่ายคืนเงินต้นอ้างอิงกับตราสารหนี้ที่อ้างอิง (Reference asset) หรือผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง (Reference entity) ที่ผู้ออกตราสารสัญญาจะชําระเงินต้น ผู้ถือตราสาร CLN จะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย ซึ่งจะมีส่วนของมูลค่าเพิ่ม (Premium) รวมอยู่ด้วย
CLN นั้น มีประโยชน์ที่เห็นชัดอย่างไรบ้างสำหรับนักลงทุน
แน่นอนว่าการลงทุนใน CLN นั้น เพิ่มความหลากหลายแก่การลงทุน โดย CLN เปิดโอกาสให้นักลงทุน เข้าถึงผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิงได้หลากหลายกว่า โดยไม่จำเป็นต้องผูกติดเหมือนกับการถือหุ้นกู้ซึ่งออกโดยผู้ออกเพียงรายนั้นๆ
CLN มีความยืดหยุ่นสูงโดยนักลงทุนเลือกองค์ประกอบหลักๆ ได้ตามความต้องการ เช่น ผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง หรือตราสารหนี้ที่อ้างอิง, Leverage, อัตราดอกเบี้ย, วันครบกำหนดอายุ, ราคา ฯลฯ
การลงทุนใน CLN สร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าการถือหุ้นกู้ที่ออกโดยผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิงเดียวกัน ในระยะเวลาที่เท่ากัน จากส่วนต่างของตราสารหนี้ (Spread)
ผู้ถือตราสาร CLN จะมีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้เหมือนกับผู้ถือหุ้นกู้ หากไม่เกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติในระหว่างช่วงระยะเวลาของการถือ CLN ผู้ถือตราสาร CLN ก็จะได้รับชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยเต็มจำนวนจากผู้ออกตราสาร CLN
สำหรับเหตุการณ์ผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ การผิดนัดชําระหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง ไม่ว่าจะผิดนัดในส่วนของดอกเบี้ย หรือเงินต้นเมื่อถึงกำหนดชำระ และการล้มละลายของผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง และนอกไปจากความเสี่ยงที่อาจเกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติแล้ว ความเสี่ยงจากการลงทุนใน CLN ยังรวมถึงเหตุการณ์ภายในประเทศของตราสารหนี้ที่อ้างอิงที่กระทบกับความสามารถของผู้ออกตราสาร CLN นั้นๆ และความสามารถในการชําระหนี้ของทั้งผู้ออกตราสาร CLN และผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง (Combined credit risk) ด้วย
แต่เราก็สามารถที่จะควบคุมความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ เช่น การเลือกลงทุนในตราสารที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) จากสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ได้รับการยอมรับจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือการกำหนดอัตราส่วนการลงทุนตามที่สำนักงาน ก.ล.ต.ประกาศกำหนด เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ในเรื่องความเสี่ยงของการลงทุน ทางสำนักงานก.ล.ต.ได้มีระเบียบและข้อปฏิบัติให้แต่ละบริษัทจัดการปฏิบัติตาม ซึ่งก็นับเป็นช่องทางหนึ่งในการควบคุมความเสี่ยงในการลงทุนใน CLN ให้กับนักลงทุนโดยองค์กรและหน่วยงานของรัฐ
ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ อ้างใน http://www.msn.co.th
จัดทำโดย นาย กิจจา นายอง ID: 4901103120
คำถาม
1.CLN นั้นมีประโยชน์อย่างไรบ้างสำหรับนักลงทุน
2.เราสามารถควบคุมความเสี่ยงในการลงทุน CLNได้อย่างไรบ้าง
3.CLN คืออะไร
วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552
คุณมีภาระหนี้เท่าไหร่และคุณมีสินทรัพย์สุทธิเท่าไหร่ คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณมีสินทรัพย์หรือหนี้สินเท่าไหร่ วิธีการในการกู้เงินนั้นเป็นอย่างไร การล้มละลายเป็นวิธีเดียวที่จะหลีกหนีการเป็นหนี้สินหรือไม่ ลองพิจารณาดูถึงปัจจัยต่างๆ ที่ก่อหนี้ และวิธีการที่จะลดหนี้สินเหล่านั้นลงให้เหลือน้อยที่สุด
ภาระหนี้
ภาระหนื้คือคำที่ใช้เรียกขนาดของหนี้ของคนๆหนึ่งและมักใช้เพื่อให้ทราบว่าคุณมีขนาดเครดิตอยู่ในระดับที“ปลอดภัย”หรือไม่ภาระหนึ้ของคุณเป็นอย่างไรบ้าง?
คุณมีสินทรัพย์เท่าไหร่
ในการคำนวณสินทรัพย์ทั้งหมดของคุณคุณต้องพิจารณาจากมูลค่าตลาดไม่ใช่มูลค่าสิ่งของณเวลาที่คุณซื้อมาสินทรัพย์ของคุณมีมูลค่าเท่าไหร่ล่ะ?
การกู้ยืม
ไม่ว่าคุณจะยืมเงินจากที่ใดจำไว้เสมอว่าต้องทำสัญญาลงนามและอ่านเอกสารทั้งหมดรวมถึงเงื่อนไขและการคำนวณค่าธรรมเนียมต่างๆดูข้อมูล
การล้มละลาย
ยื่นล้มละลายเป็นกระบวนการทางกฎหมายซึ่งคุณควรเลือกใช้เป็นวิธีสุดท้ายและใช้เมื่อคุณลองทุกวิธีและไม่มีทางอื่นที่จะแก้ปัญหาทางการเงินของคุณได้อีกแล้ว
พ้นจากการเป็นหนี้
ตระหนักว่าคุณไม่ควรเพิ่มภาระหนี้ด้วยการจับจ่ายเพิ่มเติมอีกแล้วจงเริ่มเสียแต่วันนี้
ที่มา : http://www.mymoneyskills.com
จัดทำโดย น.ส.รัดเกล้า หมัดลี
5001103064
คำถาม
1. ในการคำนวณสินทรัพย์ทั้งหมดต้องพิจารณาจาก ?
2. คำที่ใช้เรียกขนาดของหนี้ของคนๆหนึ่ง คือ ?
3. วิธีใดเป็นวิธีสุดท้ายที่ควรใช้แก้ปัญหาทางการเงิน
แม้ในปัจจุบันจะมีผู้ประกอบวิชาชีพบางรายระบุว่าตนเองเป็นนักวางแผนการเงิน แต่มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ให้บริการด้วยองค์ความรู้และขั้นตอนที่เป็นมาตรฐาน ทั้งนี้ มาตรฐานวิชาชีพนักวางแผนการเงินที่มีชื่อเสียงในระดับสากลคือ Certified Financial Planner (CFP) ภายใต้การดูแลของ Financial Planning Standards Board Ltd. (FPSB) ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงกำไร ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานวิชาชีพนักวางแผนการเงินด้วยคุณสมบัติ 4Es คือการเรียนรู้ (Education) การทดสอบ (Examination) ประสบการณ์ (Experience) และจริยธรรม (Ethics) โดยองค์กรชื่อ Certified Financial Planner Board of Standards Inc. (CFP Board) ในประเทศสหรัฐฯ ได้ริเริ่มการกำหนดมาตรฐานและการใช้คุณวุฒิ CFP ตั้งแต่ พ.ศ. 2528 ซึ่งต่อมา CFP Board ได้ช่วยเหลือสถาบันนักวางแผนการเงินใน 17 ประเทศก่อตั้ง FPSB ขึ้นในปี พ.ศ.2547 ปัจจุบัน FPSB มีสมาชิกที่เป็นสถาบันนักวางแผนการเงินเพิ่มขึ้นเป็น 23 ประเทศ และมีผู้ประกอบวิชาชีพที่แสดงตนด้วยคุณวุฒิ CFP มากกว่า 105,000 ราย
นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่ สมาคมนักวางแผนการเงินไทย (Thai Financial Planners Association หรือ TFPA) ได้รับการตอบรับเข้าเป็นสมาชิกสมทบ (associated member) ของ FPSB เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2550 โดย TFPA อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อยกสถานะขึ้นเป็นสมาชิกสามัญ (affiliate member) ในปี 2551 อันจะทำให้ TFPA เป็นองค์กรเดียวในประเทศไทยที่เป็นผู้ออกใบอนุญาตการใช้คุณวุฒิ CFP และการเป็นส่วนหนึ่งของ FPSB จะทำให้มั่นใจได้ว่าวิชาชีพนักวางแผนการเงินภายใต้การดูแลของ TFPA นี้จะเป็นไปตามมาตรฐานสากล ในส่วนของสถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นั้น ได้ให้ความสนใจกับการวางแผนการเงินมาเป็นเวลานาน โดยได้ช่วยเหลือชมรมนักวางแผนการเงินไทย (Thai Financial Planners Club) ในการดำเนินการจัดตั้งสมาคมฯ และผลักดันการสมัครเข้าเป็นสมาชิกสมทบกับ FPSB ได้เป็นผลสำเร็จ นอกจากนี้ TSI ยังได้ศึกษากรอบการเรียนรู้ตามมาตรฐาน FPSB และกำหนดหลักสูตรนักวางแผนการเงินไทย ขึ้น เพื่อร่วมพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพนักวางแผนการเงินต่อไป
ที่มา: http://www.oknation.net
จัดทำโดย น.ส. สุรภา ใจอ่อน
5001103092
คำถาม
1. มาตรฐานวิชาชีพนักวางแผนการเงินที่มีชื่อเสียงในระดับสากลคือ ?
2. 4Es ประกอบด้วยอะไรบ้าง(ตอบเพียงไทยหรืออังกฤษก็ได้)
3. Thai Financial Planners Association หรือ TFPA คือ สมาคมใด?
วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552
Stock Futures หรือ Single Stock Futures นี้ มีการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ต่างประเทศมาเป็นเวลานานแล้ว ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป แอฟริกา ออสเตรเลีย ฮ่องกง อินเดีย และเกาหลีใต้ ที่เริ่มเปิดตัวเมื่อต้นปี 2551 นี้ ประสบการณ์ของทุกประเทศได้แสดงให้เห็นว่า ฟิวเจอร์สของหุ้นรายตัวนี้เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากในการนำไปใช้เพื่อการบริหารความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนได้ ผู้ลงทุนสถาบันและรายบุคคลมีทางเลือกมากขึ้นในการบริหารจัดการกับเงินลงทุนในพอร์ตของตนในทุกภาวะตลาดทั้งช่วงที่หุ้นขึ้นและหุ้นลง ทำให้ปริมาณการซื้อขายของทั้งหุ้นในตลาดหุ้นและ stock futures มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยสภาพคล่องที่สูงขึ้นนั้นจะส่งผลให้ราคาของหุ้นสะท้อนความเป็นจริงหรือพื้นฐานของหุ้นได้มากขึ้น ประกอบกับผลการศึกษาจากตลาดที่มีการซื้อขายทั้งสองสินค้าแล้วพบว่า ความผิดปกติของราคาหุ้นที่มิได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานของหุ้นมีจำนวนลดลง เมื่อมีการซื้อขาย stock futures ในตลาดอนุพันธ์
ผู้ลงทุนที่คุ้นเคยกับสินค้าของ TFEX ได้ให้การตอบรับเป็นอย่างดี โดยขอให้เพิ่มจำนวน stock futures สำหรับหุ้นในหมวดอุตสาหกรรมอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการบริหารเงินลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงเช่นในปัจจุบัน โดย TFEX มีแผนในการทยอยเพิ่มจำนวน stock futures ในปีต่อ ๆ ไป ให้ครอบคลุมถึงหุ้นในกลุ่ม Top 20 ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งเป็นหุ้นพื้นฐานดี มีผู้ลงทุนเป็นจำนวนมาก มีขนาดใหญ่ และมีสภาพคล่องการซื้อขายสูง
รายละเอียดของ stock futures นั้น เป็นไปในแนวทางเดียวกับ SET50 Index Futures ที่ท่านคุ้นเคยอยู่แล้ว แต่ละสัญญามีขนาดเท่ากับจำนวนหุ้น 1,000 หุ้น อายุสัญญามีให้เลือก 4 งวดอายุ สิ้นสุดทุกไตรมาส เช่น ในปัจจุบัน จะมีสัญญาสิ้นสุดเดือนธันวาคม (Z08) มีนาคม (H09) มิถุนายน (M09) และกันยายน (U09) สัญญลักษณ์ที่ใช้สำหรับ stock futures ก็จะใช้อักษรย่อของหุ้นมาบวกกับงวดอายุของสัญญานั้น ๆ เช่น PTTZ08, PTTEPZ08 และ ADVANCZ08 ซึ่งเป็นสัญญาที่มีการซื้อขายมากที่สุด นับเป็นธรรมชาติของการซื้อขายอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับหุ้นที่มักนิยมซื้อขายสัญญาเดือนที่ใกล้ที่สุด คือ เดือนธันวาคมปีนี้ เช่นเดียวกับ SET50 Index Futures
ที่มา : http://www.tsi-thailand.org/
จัดทำบทความโดย น.ส.วันทนีย์ สุขกระชาติ
5001103002
คำถาม
1) Stock Futures เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอะไร
2) มีการซื้อขาย Stock Futures ที่ใด
3) อายุสัญญาของ Stock Futures แบ่งเป็นกี่งวดอายุ
นโยบายเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ เริ่มหันมาให้ความสำคัญต่อธุรกิจขนาดย่อมกันตั้งแต่ทศวรรษ 1980 (พ.ศ. 2523-2533) เป็นต้นมา เนื่องจากเห็นว่า การใช้นโยบายเศรษฐกิจโดยใช้ธุรกิจขนาดใหญ่เป็นตัวขับเคลื่อนยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนมากขึ้น และทำให้โครงสร้างของระบบเศรษฐกิจต้องพึ่งพิงธุรกิจขนาดใหญ่มากเกินไป ซึ่งเกิดความเสี่ยงต่อความเสียหายมากถ้าเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2540 เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นผลกระทบดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
รัฐบาลไทยที่นำโดยพรรคไทยรักไทย ซึ่งเข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 ได้ผลักดันนโยบายสนับสนุนธุรกิจ SME เป็นอย่างมาก โดยกระตุ้นให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ ของธุรกิจขนาดย่อมขึ้นมาเพื่อหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ และมีการลดการพึ่งพิงธุรกิจขนาดใหญ่ลง ซึ่งจะส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากขึ้น และช่วยลดความรุนแรงเมื่อเกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต แม้ว่าธุรกิจขนาดย่อมจะเป็นผู้นำเสนอสินค้าและบริการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เช่นเดียวกันกับธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ก็มีบทบาทบางประการที่ทำหน้าที่ได้ดีกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น
1) ธุรกิจขนาดย่อมตอบสนองความต้องการในตลาดที่มีขนาดเล็ก มีความต้องการสินค้าเฉพาะ เช่น ตลาดเกี่ยวกับผ้าไหมทอมือ สินค้าหัตถกรรม เป็นต้น ซึ่งุรกิจขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้เพราะจะไม่คุ้มกับการลงทุน
2) ธุรกิจขนาดย่อมมีมูลค่าลงทุนในสินค้าทุน เช่น เครื่องจักรไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ ในบางกรณีอาจจะใช้เครื่องจักรมือสองด้วย ลักษณะดังกล่าวช่วยให้ระบบเศรษฐกิจใช้สินค้าทุนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะจะไม่เกิดสภาพกำลังการผลิตเกินมากไป ซึ่งจะส่งผลดีต่อการจ้างงานด้วย
3) ธุรกิจขนาดย่อมช่วยสร้างนวัตกรรม เช่น ผลิตสินค้าใหม่ ๆ ออกมาเสนอต่อตลาด และมักเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง การพยายามค้นหานวัตกรรมนี้เป็นความดิ้นรนของธุรกิจขนาดย่อมที่จะหลีกเลี่ยงการต่อสู้ในเรื่องราคากับธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากมีต้นทุนสูงกว่า การคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีเอกลักษณ์จะช่วยปกป้องให้ธุรกิจขนาดย่อมอย่ได้
4) ธุรกิจขนาดย่อมถูกพิจารณาว่าเป็นแหล่งรองรับแรงงานที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจทั้งในยามปกติและยามวิกฤต โดยเฉพาะแรงงานไร้ฝีมือ หรือแรงงานที่ไม่มีประสบการณ์ในการทำงานมาก่อน ดังนั้นธุรกิจขนาดย่อมมีส่วนทำให้ผลผลิตในอนาคตของระบบเศรษฐกิจสูงขึ้น หลังจากที่ได้ฝึกฝนแรงงานไร้ฝีมือ หรือไร้ประสบการณ์ให้มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น
ที่มา : http://www.tsi-thailand.org/
จัดทำบทความโดย น.ส. อารญา บุญญารักษ์
5001103074
คำถาม
1) นโยบายเศรษฐกิจประเทศต่างๆเริ่มหันมาให้ความสำคัญธุรกิจขนาดย่อมตั้งแต่ทศวรรษใด
2) นโยบายเศรษฐกิจโดยใช้ธุรกิจขนาดใหญ่เป็นตัวขับเคลื่อนทำให้เกิดผลเสียใดบ้าง
3) ธุรกิจขนาดใหญ่และขนากย่อมเหมือนกันในด้านใด
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาทองคำ
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาทองคำในตลาดโลก
1.เงินดอลลาร์สหรัฐ หากเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงโดยปัจจัยอื่นคงที่ราคาทองคำจะเพิ่มขึ้น เพราะการซื้อทองคำเหมือนการป้องกันความเสี่ยงมูลค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ
2.ความกลัวเรื่องเงินเฟ้อ หากเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นโดยปัจจัยอื่นคงที่ราคาทองคำจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะอัตราเงินเฟ้อส่งผลให้มูลค่าของพันธบัตร และเงินสดลดลง แต่มูลค่าทองคำกลับสามารถต้านแรงกดดันเงินเฟ้อได้
3.ความเสี่ยงทางการเมืองและระบบการเงิน ในช่วงที่มีความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ และความกังวลอย่างสูงเกี่ยวกับระบบการเงินโลก ราคาทองคำมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากทองคำถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่ปลอดภัย
4.อุปสงค์และอุปทานของโลก ถ้าความต้องการซื้อมีมากกว่าปริมาณของทองคำโดยปัจจัยอื่นคงที่จะทำให้ราคาทองคำสูงขึ้น เช่น ความต้องการทองคำในประเทศกำลังพัฒนาที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วคือ จีน อินเดีย และตะวันออกกลาง หรือปริมาณของทองคำถูกเพิ่มขึ้นในตลาดขณะที่ความต้องการเท่าเดิมโดยปัจจัยอื่นคงที่จะทำให้ราคาทองคำลดลง เช่น การขายทองคำออกมาจำนวนมากของธนาคารกลาง
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาทองคำในประเทศไทย
1.ราคาทองคำในตลาดโลก หากราคาทองคำในตลาดโลกเพิ่มขึ้นโดยปัจจัยอื่นคงที่ ราคาทองคำในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้น ในทางกลับกันหากราคาทองคำในตลาดโลกลดลงโดยปัจจัยอื่นคงที่ ราคาทองคำในประเทศจะลดลง
2.ค่าเงินบาท/ดอลล่าห์สหรัฐ หากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงโดยปัจจัยอื่นคงที่ ราคาทองคำในประเทศจะเพิ่มขึ้น ในทางกลับกันหากค่าเงินบาทแข็งค่าโดยปัจจัยอื่นคงที่ ราคาทองคำในประเทศจะลดลง
3.อุปสงค์และอุปทานในประเทศ ถ้าความต้องการซื้อมีมากกว่าปริมาณของทองคำโดยปัจจัยอื่นคงที่จะทำให้ราคาทองคำสูงขึ้น เช่น เทศกาลก่อนตรุษจีนราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น
ที่มา: http://www.tsi-thailand.org/
จัดทำบทความโดย น.ส. สุรภา ใจอ่อน
5001103092
คำถาม
1. เงินดอลลาร์สหรัฐมีผลให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นได้อย่างไร
2. หากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงโดยปัจจัยอื่นคงที่ ราคาทองคำจะเป็นเช่นไร
3. ราคาทองคำในประเทศจะสูงขึ้นเมื่ออุปสงค์และอุปทานเป็นเช่นไร
วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2552
ก่อนประกาศค่าเสมอภาค (2492-2506)
- ในปี 2492 ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกองทุนระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อเป็นไปตามข้อกำหนดประเทศไทยต้องประกาศค่าเสมอภาค โดยการกำหนดค่าเงินบาทเทียบกับปริมาณทองคำบริสุทธ์
- ไทยยังไม่พร้อมเนื่องจากฐานะการเงินยังไม่มั่นคงในขณะนั้น ประเทศไทยจึงขอเลื่อนออกไป แต่ในที่สุดปี 2492 ได้มีการจัดตั้งทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา เพื่อทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพของระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
n 2. ประกาศค่าเสมอภาค (2506-2521)
- ปี 2506 ประเทศไทยประกาศค่าเสมอภาค โดยการกำหนดให้เงินหนึ่งบาทมีค่าเท่ากับทองคำบริสุทธิ์หนัก 0.0427 กรัม โดยให้มีโอกาสขึ้นลงไม่เกินร้อยละ 1 ตามข้อกำหนดของ IMF
- ในระยะต่อมา ในปี 2510 ภาวะเศรษฐกิจของไทยผันผวนมาก ได้ทำการปรับค่าเสมอภาคหลาย ต่อหลายครั้ง จนกระทั่งในที่สุดรัฐบาลได้ประกาศให้เงิน 1 บาทมีค่าเท่ากับ 0.0368 กรัม เพื่อเป็นการป้องกันการตกต่ำของค่าเงินบาท อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลา 2510-2516
n 3. กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนประจำวันร่วมกัน (2521-2524)
- ภายใต้ระบบนี้ เจ้าหน้าที่ของทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา จะพบกับผู้แทนจากธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง เพื่อร่วมกันกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
- โดยพิจารณาจาก ความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ของเงินตราต่างประเทศที่ทำการซื้อขายในแต่ละวัน
- โดยคำนวณค่าเงินบาทเทียบกับค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักในกลุ่มสกุลเงินที่เป็นประเทศคู่ค้า โดยพิจารณาจากความสำคัญทางการค้ากับประเทศนั้น ๆ เช่น เงินดอลลาร์ มาร์ก ปอนด์
n 4. ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (2524-2527)
- ในสมัยรัฐบาล พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประเทศไทยประสบปัญหาการขาดดุลการชำระเงินอย่างหนัก นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น
ทำให้ทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนต้องยกเลิก การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนรายวัน
- ทุนรักษาระดับได้กำหนดอัตราแลกเปลี่ยน จากเดิม 21 บาท เป็น 23 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์ สรอ.
n 5. ระบบตะกร้าเงิน (2527-2540)
- ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา ได้เกิดปัญหาเงินบาทแข็งตัวมากเกินไป จึงมีการปรับเปลี่ยนมาใช้ ระบบปริวรรตเงินตราแบบตะกร้าเงิน
มาแทนระบบแบบคงที่
- ระบบตะกร้าเงิน ดังกล่าว จะผูกค่าเงินบาทไว้กับกลุ่มเงินตราของประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย แทนการผูกกับค่าเงินดอลลาร์ เพียงสกุลเดียว โดยรัฐบาลได้ประกาศอัตราเริ่มต้นเท่ากับ 27 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์
n 6. ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวภายใต้การจัดการ (2540-ปัจจุบัน)
- วันที่ 2 กรกฏาคม 2540 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การเงินของไทย โดยรัฐบาลได้ตัดสินใจให้ปล่อยให้ค่าเงินบาทลอยตัว
- ค่าเงินบาทสามารถขึ้นไหวขึ้นลงตามอุปสงค์และอุปทานของเงินบาท
- รัฐบาลเข้าแทรกแซงบ้าง ถ้าจำเป็น
ที่มา : http://www.thaiblogonline.com/
จัดทำบทความโดย น.ส. นัฐชนก ปานดวง
5001103063
คำถาม
1.ระบบการเงินระหว่างประเทศคืออะไร ?
2.ภายใต้ข้อตกลง Bretton Woods ระบบปริวรรตเงินตราต่างประเทศได้ถูกกำหนดไว้ให้เป็นแบบใด
3.การจัดตั้งทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา เพื่อทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพของระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศได้ถูกกำหนดใช้ในปีใด
วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ความเสี่ยงทางการเงิน คืออะไร
องค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินที่บริหารจัดการลงทุนโดยตรง หรือบริษัทเอกชนทั่วไปที่ต้องจัดการเงินสดคงเหลือผ่านช่องทางการลงทุนต่างๆ แล้ว ย่อมมีความเสี่ยงเกิดขึ้นด้วยกันทั้งสิ้น โดยนิยามแล้ว ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risk) สำหรับองค์กร หมายถึง ความไม่แน่นอนของผลลัพธ์ในอนาคต อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจกรรมทางการเงินของฝ่ายที่เกี่ยวข้องในองค์กร ที่จะส่งผลกระทบทางลบต่อมูลค่าของกิจการ หากมองในเชิงเปรียบเทียบแล้ว ความเสี่ยงทางการเงินสำหรับผู้ลงทุนรายบุคคล มักจะเกิดจากความเสี่ยงด้านภาวะตลาด (Market Risk) เป็นหลัก ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความผันผวนของตลาดเงิน ทำให้ผู้ลงทุนไม่สามารถเชื่อได้อย่างแน่นอนว่าผลตอบแทนที่จะได้รับจะเป็นเท่าใด ณ สิ้นสุดการลงทุนแต่ ความเสี่ยงทางการเงินในระดับองค์กร ครอบคลุมปัจจัยที่กว้างกว่า
นอกจากความเสี่ยงด้านภาวะตลาดที่องค์กรต้องเผชิญเช่นเดียวกันแล้ว ความเสี่ยงยังเกิดจากความไม่แน่นอนที่อีกฝ่ายหนึ่งจะไม่ชำระราคาหรือชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้ เรียกว่าความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) และความเสี่ยงที่เกิดจากข้อผิดพลาดในกระบวนการทำงาน หรือการตรวจสอบเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน จนทำให้เกิดความเสียหายขึ้น เรียกว่า ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ (Operational Risk) ทั้งนี้ ความเสี่ยงด้านภาวะตลาดและความเสี่ยงด้านเครดิต จัดได้ว่าเป็นความเสี่ยงระยะสั้นที่ก่อให้เกิดความผันผวนต่อมูลค่าการลงทุน ในขณะที่ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ จัดได้ว่าเป็นความเสี่ยงระยะยาวที่ส่งผลต่อการดำเนินงานและมูลค่าของกิจการ
เนื่องจากความเสี่ยงทางการเงินมีหลายมิติ องค์กรที่ดำเนินธุรกิจแตกต่างกันจะรับความเสี่ยงแต่ละประเภทในระดับที่ต่างกันเช่น องค์กรที่เน้นการบริหารพอร์ตการลงทุนจะมีความเสี่ยงด้านภาวะตลาดสูง และองค์กรที่เน้นการปล่อยสินเชื่อจะมีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง เป็นต้น นอกจากนี้ ความเสี่ยงประเภทเดียวกันในช่วงเวลาที่ต่างกัน อาจมีความสำคัญต่อองค์กรไม่เท่ากันอีกด้วย เช่น ในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจ องค์กรอาจมีความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการมาก เนื่องจากอยู่ในระบบการดำเนินการต่างๆ ยังไม่เข้าที่ หรือเมื่อต้องขยายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่ยังไม่คุ้นเคย อาจทำให้เผชิญกับความเสี่ยงจากภาวะตลาดเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น ท่านผู้บริหารควรพิจารณาความเสี่ยงทางการเงินในเชิงภาพรวมและจัดสมดุลให้ดี หากให้น้ำหนักการบริหารความเสี่ยงประเภทใดประเภทหนึ่งมากเกินไป อาจทำให้ได้รับความเสียหายจากการละเลยความเสี่ยงอีกประเภทหนึ่งได้
ที่มา : http://www.tsi-thailand.org
จัดทำบทความโดย น.ส. วันทนีย์ สุขกระชาติ 5001103002
คำถาม
1. ความเสี่ยงด้านภาวะตลาด(Market Risk)หมายถึง
2. ความเสี่ยงใดบ้างที่จัดได้ว่าเป็นความเสี่ยงระยะสั้น
3. องค์กรที่เน้นการบริหารพอร์ตการลงทุนจะมีความเสี่ยงสูงทางด้านใด
วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
เพราะเหตุใคจึงควรลงทุนในตราสารหนี้
ตราสารหนี้ที่ออกจำหน่ายในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ตราสารหนี้ภาครัฐและตราสารหนี้ภาคเอกชน
โดยตราสารหนี้ภาครัฐ ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณร้อยละ 85 ของตลาดตราสารหนี้ในประเทศไทย
ตราสารหนี้ภาครัฐ
1. พันธบัตรรัฐบาล
พันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยกระทรวงการคลัง มีทั้งหมดสามประเภท ได้แก่ พันธบัตรเพื่อการลงทุน พันธบัตรเพื่อการกู้ยืม และพันธบัตรออมทรัพย์ ตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมาไม่มีการออกพันธบัตรเพื่อการลงทุนอีก พันธบัตรในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นพันธบัตรเพื่อการกู้ยืม ซึ่งออกมาเพื่อแก้ไขภาวะขาดดุลงบประมาณการเงิน ส่วนพันธบัตรออมทรัพย์นั้นเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการออมทรัพย์เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง
2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (SOE)
พันธบัตรรัฐวิสาหกิจเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ ส่วนใหญ่จะได้รับการค้ำประกันโดยกระทรวงการคลัง
ผลตอบแทนของพันธบัตรจะขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยของตลาดเงินในขณะนั้น ระดับความเสี่ยง และระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอน โดยปกติ พันธบัตรที่มีอายุคงเหลือยาวจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรุ่นที่มีอายุคงเหลือสั้น และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันจะมีผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรที่กระทรวงการคลังค้ำประกันและพันธบัตรรัฐบาล
ตราสารหนี้ภาคเอกชน
การออกหุ้นกู้ค่อนข้างจะเป็นที่นิยมกันมาก และมักจะขายหมดภายในเวลาไม่กี่วัน
เนื่องจากผู้ที่กู้เงินผ่านตลาดซื้อขายตราสารหนี้ คือบริษัท มิใช่ธนาคาร ดังนั้น ความมั่นคงของเงินกู้จำนวนนั้นจึงขึ้นอยู่กับความมั่งคงของบริษัท โดยไม่มีการประกันทั้งจากธนาคารและรัฐบาล ดังนั้น นักลงทุนจะพบว่าหุ้นกู้มีข้อได้เปรียบพันธบัตรรัฐบาลตรงที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เนื่องจากมีความเสี่ยงมากกว่า
การลงทุนขั้นต่ำสุดในหุ้นกู้สำหรับนักลงทุนที่เป็นบุคคล ขึ้นอยู่กับว่าเป็นการเสนอขายแก่ประชาชน (Public Offering - P/O) หรือเป็นการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement - P/P) หุ้นกู้ที่เสนอขายแก่ประชาชน ท่านสามารถซื้อได้ตั้งแต่หนึ่งหน่วยขึ้นไป (โดยราคาที่ตราต่อหน่วยอาจเป็น 1,000 บาท 10,000 บาท หรือขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของผู้ออกหุ้นกู้) ส่วนการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด ต้องซื้อขั้นต่ำ 10 ล้านบาท หรือ 10,000 หน่วย บริษัทต่าง ๆ เริ่มออกตราสารหนี้ในปี 2535 หลังจากมีการตราพระราชบัญญัติคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขให้การออกหุ้นกู้ทำได้ง่ายขึ้น
ประเภทของตราสารหนี้ที่ออกจำหน่าย
เงื่อนไขในการออกหุ้นกู้มีหลายลักษณะ เช่น แบบดอกเบี้ยคงที่ (Straight Fixed) แบบอัตราลอยตัว (FRN) แบบทยอยคืนเงินต้น (Amortizing) และแบบแปลงสภาพได้ (Convertible) สำหรับการเสนอขายในตลาดนั้น ผู้ออกสามารถทำได้ด้วยการเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไปหรือเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด โดยผู้ออกตราสารหนี้จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ กลต. และต้องได้รับการอนุมัติจาก กลต. ก่อนทำการเสนอขาย ส่วนการออกจำหน่ายโดยเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจงนั้นจะทำได้โดยตรง โดยสามารถขายให้กับนักลงทุนได้ไม่เกิน 35 คน หรือเสนอขายให้กับผู้ลงทุนที่เป็นสถาบันตามที่ กลต. กำหนดไว้ 17 ประเภท คลิก ที่นี่ เพื่อดูรายละเอียด
การเสนอขายหุ้นกู้นั้นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออก ยกเว้นกรณีการออกหุ้นกู้ในจำนวนไม่เกิน 100 ล้านบาท หรือการออกตราสารหนี้ที่จำกัดนักลงทุนจำนวนไม่เกิน 10 คน ไม่จำเป็นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
หากท่านต้องการลงทุนในตราสารหนี้ ควรจะถามตัวเองก่อนว่า "พร้อมที่จะรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน?" ถ้าคำตอบคือน้อยมาก ท่านควรที่จะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล แต่หากท่านพร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่า การลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ก็ย่อมเหมาะสมกว่า
ที่มา : http://www.bangkokbank.com/
จัดทำบทความโดย น.ส. นัฐชนก ปานดวง 5001103063
คำถาม
1. ตราสารหนี้แบ่งออกเป็นกี่ประเภทใหญ่ๆ และได้แก่อะไรบ้าง
2. หุ้นกู้ที่เสนอขายแก่ประชาชน สามารถซื้อขายได้ตั้งแต่กี่หน่วยขึ้นไป
3. กรณีใดของหุ้นกู้ที่ไม่ต้องจัดอันดับความน่าเชื่อถือ