วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

การวางแผนประกันภัย (Insurance)

ในการวางแผนการเงิน นอกจากจะวางแผนการออม วางแผนการลงทุน วางแผนการเกษียณ วางแผนมรดกแล้ว อีกแผนหนึ่งที่จำเป็นจะต้องวางก็คือ การวางแผนประกันภัย ซึ่งจะหมายถึงทั้งการประกันภัยบุคคล และการประกันภัยทรัพย์สิน
การทำประกัน เป็นการวางแผนป้องกันไม่ให้ท่านหรือครอบครัวของท่านเดือดร้อน ในยามที่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เช่น การเสียชีวิตของบุคคลผู้เป็นกำลังสำคัญในการหารายได้ให้ครอบครัว หรือการสูญเสียสินทรัพย์ที่สำคัญ ซึ่งในหลายๆ กรณีสินทรัพย์ที่สำคัญก็คือบุคคล
การทำประกันภัยเป็นการจัดการความเสี่ยงรูปแบบหนึ่ง โดยการโอนความเสี่ยงไปให้ผู้อื่นรับแทน ถือเป็นการเตรียมการไว้ช่วยบรรเทาความเสียหายหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ขึ้น เช่น หากเกิดไฟไหม้ ก็จะได้เงินค่าสินไหม หรือเงินชดเชย ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงิน หากต้องมีการสร้างขึ้นมาใหม่ อย่างไรก็ดี การทำประกันภัยไม่ได้ช่วยลดโอกาสเกิดปัญหา คือความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาขึ้นก็ยังเท่าเดิม เพียงแต่ว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้ว เราไม่ต้องแบกรับภาระไว้แต่ลำพัง
แนวคิดของการประกันภัยคือการเฉลี่ยความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับบุคคลใด บุคคลหนึ่งไปยังกลุ่มบุคคลที่เผชิญกับความเสี่ยงประเภทเดียวกันและมีโอกาส คล้ายๆ กันที่จะรับความสูญเสียหรือความเสียหายจากความเสี่ยงนั้นๆ
การประกันแยกเป็นสามประเภทหลักๆ คือ การประกันภัยบุคคล ได้แก่การประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ การประกันทรัพย์สิน ได้แก่ ประกันอัคคีภัย ประกันภัยรถยนต์ ประกันทางทะเลและขนส่ง และการประกันภัยเบ็ดเตล็ด และ การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมาย เช่น การประกันความรับผิดชอบของบุคคลต่อบุคคลอื่น การประกันภัยของผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะต่อบุคคลอื่น และ การประกันภัยความรับผิดชอบของธุรกิจต่อบุคคลอื่น
ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีก็คือการประกันชีวิต เพราะชีวิตเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด เมื่อไม่สามารถใช้ชีวิตได้เยี่ยงคนปกติ อาจจะเนื่องมาจากการชราภาพ ทุพพลภาพ หรือจากการเสียชีวิต บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือ ผู้รับประโยชน์ตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิต
กรมธรรม์ประกันชีวิต ไม่ว่าจะเรียกชื่อเฉพาะว่าอะไร จะมีหลักการคล้ายกันหมดคือ มีอยู่ 3 ประเภท และแบ่งเป็น 4 แบบ
กรมธรรม์ประเภทแรกคือ ประเภทสามัญ ประเภทนี้จะมีจำนวนเงินเอาประกันค่อนข้างสูง โดยทั่วไปกำหนดการจ่ายเบี้ยเป็นรายปี รายหกเดือน หรือรายไตรมาส หากจำนวนเงินเอาประกันสูง ก่อนทำประกันบริษัทประกันชีวิตอาจกำหนดให้ต้องตรวจสุขภาพ จะชำระเบี้ยประกันมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินเอาประกันและอายุของผู้เอาประกัน
ประเภทที่สองคือประเภทอุตสาหกรรม จำนวนเงินเอาประกันค่อนข้างต่ำ จึงไม่ต้องตรวจสุขภาพ แต่อาศัยข้อมูลจากคำแถลงในใบคำขอเอาประกันภัย กรมธรรม์ประเภทนี้โดยทั่วไปกำหนดชำระเบี้ยประกันรายเดือนส่วนประเภทที่ สาม เป็น ประเภทกลุ่ม คือรับประกันหลายคนในกรมธรรม์เดียวกัน การคิดเบี้ยประกันจะพิจารณาจากค่าเฉลี่ยของบุคคลในกลุ่ม การประกันประเภทนี้อัตราเบี้ยประกันจะถูกกว่าการประกันภัยประเภทอื่นๆ
นอกจากแบ่งตามประเภทแล้ว ยังแบ่งลักษณะได้เป็น 4 แบบ คือ แบบชั่วระยะเวลา (Term Insurance) ซึ่งจะระบุเวลาคุ้มครองการเสี่ยงภัยที่เกิดจากการเสียชีวิต เมื่อครบสัญญาไม่มีข้อผูกมัดใดๆ และไม่มีมูลค่าใดๆ คืนเงินให้ด้วย แบบที่สองเป็น แบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance) โดยบริษัทประกันจะจ่ายเงินตามที่ระบุให้กับผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกัน ภัยเสียชีวิต ไม่คำนึงว่าจะเสียชีวิตเมื่อใด แต่ถ้าผู้เอาประกันมีชีวิตอยู่ถึงอายุ 99 ปี บริษัทจะจ่ายเงินให้ผู้เอาประกันแทน

แบบที่สามเป็นแบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance) ซึ่งถือเสมือนเป็นการออมรูปแบบหนึ่ง คือถ้าเสียชีวิตในระหว่างช่วงเวลาที่คุ้มครอง บริษัทประกันก็จะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์ แต่ถ้าผู้เอาประกันยังมีชีวิตอยู่เมื่อครบสัญญาที่กำหนด เช่น 10 ปี 20 ปี บริษัทประกันก็จะจ่ายเงินให้ผู้เอาประกัน ณ วันครบสัญญา เบี้ยประกันที่จ่ายไปในแต่ละปีก็นำไปใช้คุ้มครองการเสี่ยงภัยส่วนหนึ่ง และออมไว้ใช้ในยามเกษียณอีกส่วนหนึ่งแบบสุดท้ายเป็น แบบเงินได้ประจำ (Annuities Insurance) คล้ายๆ กับแบบที่สาม แต่เมื่อครบสัญญา บริษัทประกันจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นประจำ โดยทั่วไปจะจ่ายให้ทุกปี จนครบเงื่อนไขตามสัญญา เสมือนหนึ่งบริษัทจ่ายเงินบำนาญให้ผู้เอาประกันหลังเกษียณอายุงานค่ะ แทนที่จะเป็นเงินก้อนหนึ่งเหมือนเงินบำเหน็จอย่างในแบบสะสมทรัพย์
สมาคมประกันชีวิตไทยแนะนำว่า หากต้องการความคุ้มครองระยะสั้น เช่น 5 ปี 10 ปี และต้องการจ่ายเบี้ยต่ำ โดยไม่มีเงินคืนในตอนท้าย ก็ควรเลือกประกันชีวิตแบบชั่วเวลา หากต้องการความคุ้มครองระยะสั้นและออมเงินไปด้วย ก็เลือกแบบสะสมทรัพย์ แต่หากต้องการความคุ้มครองแบบถาวร ก็เลือกแบบตลอดชีพ เท่าที่ดิฉันทราบ ในประเทศไทยยังไม่ค่อยมีบริษัทประกันขายกรมธรรม์แบบเงินได้ประจำค่ะ
ท่านจะเลือกทำประกันชีวิตแบบไหนก็ควรศึกษาดูรายละเอียดและเงื่อนไข เพื่อจะเลือกทำประกันได้เหมาะสมกับตัวท่านนะคะ สัปดาห์หน้าเราจะมาดูกันว่า หากอยากประกันสุขภาพ เพื่อเวลาไปหาหมอที่โรงพยาบาลแบบเป็นคนไข้นอกแล้วไม่ต้องจ่ายเงิน จะทำได้ไหม และเรื่องเกี่ยวกับการประกันสินทรัพย์ต่างๆ จะมีให้เลือกมากน้อยเพียงใด


ที่มา : http://newsroom.bangkokbiznews.com/
จัดทำบทความโดย นาย กิจจา นายอง ID : 4901103120

คำถาม

(1) กรมธรรม์ประเภทใดที่มีจำนวนเงินเอาประกันค่อนข้างสูง

(2) การประกันภัยแบบใดที่เปรียบเสมือนการออม

(3) หากต้องการความคุ้มครองแบบถาวรควรเลือกประกันภัยแบบใด
ทางเลือกในการลงทุนกับกองทุนรวม
กองทุนรวมนั้นเป็นเครื่องมือในการลงทุนชนิดหนึ่ง ที่จะนำพาผู้ลงทุนไปลงทุนในหลักทรัพย์ เช่น การลงทุนในตราสารแห่งทุน คือ การลงทุนในหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ์ ฯลฯ นอกจากนี้แล้วก็ยังมีการลงทุนในตราสารแห่งหนี้ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ ฯลฯ รวมทั้งการลงทุนในตราสารอนุพันธ์ ซึ่งได้แก่ ตราสารแสดงสิทธิประเภทต่างๆ
อย่างไรก็ตาม กองทุนรวมสามารถแบ่งได้ตามประเภทต่างๆ ดังนี้ กองทุนรวมทั่วไป กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ กองทุนรวมมีประกัน กองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ กองทุนรวมหน่วยลงทุน กองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนต่างด้าว และกองทุนรวมสำหรับผู้ลงทุนต่างประเทศ ฯลฯ นอกจากนี้แล้วยังมีกองทุนต่างๆ ที่สถาบันการเงินมักจะมีไว้รองรับความต้องการของนักลงทุนทั่วไป สำหรับผู้ที่ต้องการทราบรายละเอียดของกองทุนแต่ละประเภทนั้น บริษัทเงินทุนต่างๆ มักจะให้ความกระจ่างคุณได้เป็นอย่างดีที่สุด ว่าคุณควรจะเลือกลงทุนในกองทุนรวมประเภทไหน
การลงทุนในกองทุนมักจะมีความเสี่ยงแทบทั้งสิ้น นักลงทุนไม่ควรมองเฉพาะกำไรและผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว จะต้องเผื่อใจไว้รับความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นบ้าง ขอแนะนำว่าการลงทุนนั้นคุณควรมีการบริหารความเสี่ยง โดยกระจายเงินลงทุนไปยังหุ้นและตราสารหนี้การเงินหลายๆ ประเภท ซึ่งจากผลการวิจัยโดยทั่วไปพบว่า ผลตอบแทนเฉลี่ยในการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นสูงกว่าที่ได้จากการออมเงินปกติ ดังนั้นนักลงทุนหน้าใหม่ที่มีเงินออมไว้ในกระเป๋า หากต้องการให้งอกเงยในอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ย ก็ควรจะลงทุนในลักษณะที่มีการบริหารความเสี่ยงก็จะดีกว่า
เนื่องจากการลงทุนในกองทุนรวม มีระดับความเสี่ยงตั้งแต่สูงสุดจนถึงต่ำสุด ดังนั้นนักลงทุนและผู้สนใจลงทุน สามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ตรงกับความต้องการของตนเอง ต้องศึกษาให้รอบคอบ ซึ่งในปัจจุบันนี้การลงทุนในกองทุนรวมนั้น มีมืออาชีพที่มีความรู้และเชี่ยวชาญ ทำหน้าที่คอยดูแลจัดการลงทุนให้อย่างเป็นระบบ มีแบบแผนและสามารถติดตามวัดผลได้ หากคุณเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ขอแนะนำให้เข้าไปปรึกษากับมืออาชีพดังกล่าว ซึ่งสถาบันการเงินต่างๆ มักจะมีผู้ให้บริการด้านนี้อยู่แล้ว
เมื่อมีความเข้าใจในกองทุนรวมอย่างถ่องแท้และมีที่ปรึกษา มืออาชีพแล้ว ขั้นตอนต่อไป ดิฉันขอแนะนำให้คุณคิดหาวิธีในการลดความเสี่ยงในการลงทุน โดยสามารถทำได้ด้วยการกระจายลงทุนไป ในหลักทรัพย์หลายประเภท เช่น ในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมหลายประเภท เนื่องจากหากเกิดสถานการณ์ลงทุนผันผวนราคาตลาดของบางหลักทรัพย์ลดลง แต่ราคาตลาดของบางหลักทรัพย์ก็อาจจะเพิ่มขึ้น ทำให้ผลตอบแทนโดยรวมไม่ถูกกระทบกระเทือนมากนัก อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการลงทุนในกองทุนรวมแล้ว มีผลกำไรขึ้นจากการลงทุนดังกล่าว เชื่อว่าหลายคนย่อมต้องการให้เกิดกำไรเมื่อใดก็ตามที่มีกำไร กองทุนรวมจะคืนกำไร และผลประโยชน์ในการลงทุนให้แก่ผู้ลงทุนในรูปแบบต่างๆ เช่น กำไรส่วนเกินทุน (Capital Gain) นอกจากนี้แล้วผลกำไรอาจออกมาในรูปแบบของเงินปันผล (Dividend) คือ จำนวนเงินที่กองทุนจัดสรรคืนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน เมื่อกองทุนมีผลกำไรในการดำเนินงาน


ที่มา : นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 115 พฤษภาคม 2548
จัดทำโดย น.ส. รัดเกล้า หมัดลี
50011030664

คำถาม
1.ผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวมอยู่ในรูปแบบใดบ้าง
2.เราสามารถสร้างรายละเอียดของกองทุนได้อย่างไร
3,สาเหตุที่คนส่วนใหญ่เลือกลงทุนในกองทุนรวมเพราะอะไร
เลือกโบรกเกอร์ออนไลน์ให้ถูกใจ

นการลงทุนในตลาดทุน ทั้งตลาดหุ้นและอนุพันธ์ ผู้ลงทุนทุกคนน่าจะรู้จักบริษัทหลักทรัพย์ หรือที่มักเรียกกันว่าโบรกเกอร์ ซึ่งก็คือผู้ที่ให้บริการในการรับคำสั่งซื้อขายหุ้นจากผู้ลงทุน รวมไปถึงการรับชำระค่าหุ้น การส่งมอบ ไปจนสิ้นสุดกระบวนการ โดยคิดค่าบริการจากผู้ลงทุนเป็นค่าธรรมเนียม นอกจากนี้ยังมีบริการหลังการซื้อขาย โดยดูแลเรื่องเงินปันผล การจองซื้อหุ้นที่ออกใหม่ รวมถึงการวิเคราะห์หุ้น และให้ข้อมูลข่าวสารประกอบการตัดสินใจ
ในปัจจุบัน โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มีบริการซื้อขายทั้งผ่านเจ้าหน้าที่การตลาดโดยตรงและซื้อขายด้วยตัวเองผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีสมาชิกทั้งสิ้น 39 โบรกเกอร์ ในจำนวนนั้นมีโบรกเกอร์ 33 ราย ที่ให้บริการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตควบคู่กัน
สิ่งที่ควรพิจารณาในการสรรหาโบรกเกอร์คู่ใจในการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต ผู้ลงทุนต้องพิจารณาเลือกผู้ที่มีความน่าเชื่อถือ ไว้ใจได้ ทั้งในแง่ของตัวบริษัท และเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการแก่ผู้ลงทุนโดยตรง ซึ่งนอกเหนือจากใบอนุญาตการประกอบธุรกิจการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ซึ่งได้รับจากสำนักงานก.ล.ต.แล้ว ผู้ลงทุนต้องพิจารณาในเรื่องสำคัญอื่น ๆ เช่น
1. ฐานะทางการเงินของบริษัท ดูว่าบริษัทมีฐานะการเงินที่มั่นคงน่าเชื่อถือหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้อาจตรวจเช็คได้จากงบการเงินของบริษัทว่ามีฐานะเป็นอย่างไร มั่นคงพอหรือไม่ การดำเนินงานมีกำไรขาดทุนเป็นอย่างไร มีการเตรียมการรองรับกรณีจำเป็นด้านการเงินไว้เพียงพอหรือไม่ เป็นต้น
2. ระบบการบริหารงาน ดูว่าระบบการบริหารเป็นอย่างไร คณะผู้บริหารควรเป็นผู้มีประสบการณ์และความรู้ในเรื่องธุรกิจหลักทรัพย์เป็นอย่างดี สังเกตเจ้าหน้าที่ที่ติดต่อด้วยว่าเขามีความรู้ ความชำนาญ มีเครื่องมือพร้อมที่จะให้บริการหรือไม่ รวมถึงระบบการปฏิบัติงานต้องได้มาตรฐานมีประสิทธิภาพ
3. ข้อมูลและเครื่องมือช่วยตัดสินใจลงทุน เนื่องจากการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต ผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลและตัดสินใจด้วยตนเองจากข้อมูลที่โบรกเกอร์บริการส่งให้ทางอีเมลหรือบนเว็บไซต์ ดังนั้นผู้ลงทุนควรพิจารณาในแง่ของความน่าเชื่อถือของบทวิเคราะห์ และความรวดเร็วในการจัดส่งข่าวสารข้อมูลต่างๆ ซึ่งผู้ลงทุนอาจลองอ่านบทวิเคราะห์เปรียบเทียบกับโบรกเกอร์อื่นๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกโบรกเกอร์
4.การให้บริการแก่ลูกค้า ทีมงานช่วยเหลือเมื่อลูกค้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งานระบบ รวมทั้งการให้บริการหลังการซื้อขายต่าง ๆ เช่น การชำระเงิน การโอนหุ้น ติดตามและดูแลผลประโยชน์ของลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ สิ่งเหล่านี้ ผู้ลงทุนควรพิจารณาให้ดี โดยอาจลองโทรถามเพื่อทราบเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหาและการให้บริการของเจ้าหน้าที่แต่ละโบรกเกอร์เพื่อเปรียบเทียบระหว่างกัน



5.ค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ ลองเปรียบเทียบว่าแต่ละโบรกเกอร์มีการคิดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำแตกต่างกันอย่างไร คิดจากยอดแต่ละรายการหรือคิดจากยอดรวม ณ สิ้นวัน ซึ่งบางโบรกเกอร์อาจคิดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำในอัตราที่สูงกว่าโบรกเกอร์อื่น แต่ก็ต้องพิจารณาถึงบริการต่างๆที่จัดให้ว่าเหมาะสมกับค่าธรรมเนียมหรือไม่
6.บริการเสริม ปัจจุบันโบรกเกอร์ที่ให้บริการซื้อหุ้นขายผ่านอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่มักจะมีบริการซื้อขายผ่านมือถือหรือ PDA ควบคู่กันด้วย โดยใช้ User Name และ Password เดียวกันและไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ลงทุนที่ต้องเดินทางบ่อย ซึ่งผู้ลงทุนควรตรวจสอบข้อมูลดูว่ามีโบรกเกอร์ไหนให้บริการบ้าง เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการซื้อขาย
7. ความสะดวกสบายในการรับจ่ายเงินค่าหุ้น เนื่องจากโบรกเกอร์ในปัจจุบันมีการรับจ่ายเงินค่าหุ้นผ่านระบบตัดเงินอัตโนมัติที่เรียกว่า ATS เป็นส่วนใหญ่ (ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ 1 เมษายน 2550) ผู้ลงทุนจึงควรหาข้อมูลว่าโบรกเกอร์นั้นๆใช้บริการธนาคารไหนอยู่บ้าง ผู้ลงทุนมีบัญชีกับธนาคารนั้นๆหรือไม่ เพื่อความสะดวกในการรับจ่ายเงินของตัวผู้ลงทุนเอง
หลังจากเลือกโบรกเกอร์ที่ถูกใจได้แล้ว ผู้ลงทุนสามารถเข้าไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ของโบรกเกอร์นั้นๆ ในเว็บไซต์จะมี 2 เมนูย่อยคือ ทดลองใช้ฟรี (Free Trial) และในส่วนของการเปิดบัญชี (Open Account) ซึ่งถ้าเลือก Free Trial จะเป็นการทดลองใช้สามารถดูข้อมูลต่าง ๆ จากโปรแกรมได้แต่ยังไม่สามารถซื้อขายได้จริง ใช้ได้ในระยะเวลาที่กำหนด แต่ถ้าเลือกเมนู Open Account จะเป็นการเปิดบัญชีซื้อขายจริง ๆ จะต้องมีการส่งเอกสารยืนยันให้กับโบรกเกอร์ด้วย หากผู้ลงทุนต้องการเปิดบัญชี ผู้ลงทุนจะต้องกรอกรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวต่างๆพร้อมตั้ง User Name & Password สำหรับเข้าใช้งาน ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งไปยังเจ้าหน้าที่เพื่อใช้ในการติดต่อกลับ ซึ่งหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะจัดส่งเอกสารในการเปิดบัญชีกลับมา บางโบรกเกอร์ก็สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มในการเปิดบัญชีจากเว็บไซต์ได้ด้วยตัวเอง ระหว่างรอการอนุมัติจากโบรกเกอร์ ผู้ลงทุนสามารถเข้าดูหน้าจอได้แต่ยังไม่สามารถส่งคำสั่งได้ เมื่อโบรกเกอร์ทำการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์เรียบร้อยแล้ว จะมีจดหมายเแจ้งเลขที่บัญชี พร้อมทั้งรหัสผ่านสำหรับส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ (PIN) เพื่อใช้ในการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต


ที่มา : http://tsi-thailand.org/
จัดทำบทความโดย น.ส. อารยา บุญญารักษ์
5001103074

คำถาม
1) ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีสมาชิกโบรกเกอร์ทั้งสิ้นจำนวนกี่โบรกเกอร์
2) PDA คือ ?
3) ATS คือ ?

รู้จักกับเครดิตลิงค์โน้ต (CLN)

CLN ก็คือตราสารที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝงทางการเงินประเภทหนึ่ง ที่มีคุณลักษณะคล้ายหุ้นกู้ ในสวนของกระแสเงินสด และความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ที่อาจเกิดขึ้นได้ ผู้ออกตราสาร CLN โดยส่วนใหญ่จะเป็นสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินนั้นจะออกตราสารที่มีผลตอบแทนหรือความสามารถในการจ่ายคืนเงินต้นอ้างอิงกับตราสารหนี้ที่อ้างอิง (Reference asset) หรือผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง (Reference entity) ที่ผู้ออกตราสารสัญญาจะชําระเงินต้น ผู้ถือตราสาร CLN จะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย ซึ่งจะมีส่วนของมูลค่าเพิ่ม (Premium) รวมอยู่ด้วย
CLN นั้น มีประโยชน์ที่เห็นชัดอย่างไรบ้างสำหรับนักลงทุน
แน่นอนว่าการลงทุนใน CLN นั้น เพิ่มความหลากหลายแก่การลงทุน โดย CLN เปิดโอกาสให้นักลงทุน เข้าถึงผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิงได้หลากหลายกว่า โดยไม่จำเป็นต้องผูกติดเหมือนกับการถือหุ้นกู้ซึ่งออกโดยผู้ออกเพียงรายนั้นๆ
CLN มีความยืดหยุ่นสูงโดยนักลงทุนเลือกองค์ประกอบหลักๆ ได้ตามความต้องการ เช่น ผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง หรือตราสารหนี้ที่อ้างอิง, Leverage, อัตราดอกเบี้ย, วันครบกำหนดอายุ, ราคา ฯลฯ
การลงทุนใน CLN สร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าการถือหุ้นกู้ที่ออกโดยผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิงเดียวกัน ในระยะเวลาที่เท่ากัน จากส่วนต่างของตราสารหนี้ (Spread)
ผู้ถือตราสาร CLN จะมีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้เหมือนกับผู้ถือหุ้นกู้ หากไม่เกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติในระหว่างช่วงระยะเวลาของการถือ CLN ผู้ถือตราสาร CLN ก็จะได้รับชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยเต็มจำนวนจากผู้ออกตราสาร CLN
สำหรับเหตุการณ์ผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ การผิดนัดชําระหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง ไม่ว่าจะผิดนัดในส่วนของดอกเบี้ย หรือเงินต้นเมื่อถึงกำหนดชำระ และการล้มละลายของผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง และนอกไปจากความเสี่ยงที่อาจเกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติแล้ว ความเสี่ยงจากการลงทุนใน CLN ยังรวมถึงเหตุการณ์ภายในประเทศของตราสารหนี้ที่อ้างอิงที่กระทบกับความสามารถของผู้ออกตราสาร CLN นั้นๆ และความสามารถในการชําระหนี้ของทั้งผู้ออกตราสาร CLN และผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง (Combined credit risk) ด้วย
แต่เราก็สามารถที่จะควบคุมความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ เช่น การเลือกลงทุนในตราสารที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) จากสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ได้รับการยอมรับจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือการกำหนดอัตราส่วนการลงทุนตามที่สำนักงาน ก.ล.ต.ประกาศกำหนด เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ในเรื่องความเสี่ยงของการลงทุน ทางสำนักงานก.ล.ต.ได้มีระเบียบและข้อปฏิบัติให้แต่ละบริษัทจัดการปฏิบัติตาม ซึ่งก็นับเป็นช่องทางหนึ่งในการควบคุมความเสี่ยงในการลงทุนใน CLN ให้กับนักลงทุนโดยองค์กรและหน่วยงานของรัฐ

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ อ้างใน http://www.msn.co.th

จัดทำโดย นาย กิจจา นายอง ID: 4901103120

คำถาม

1.CLN นั้นมีประโยชน์อย่างไรบ้างสำหรับนักลงทุน
2.เราสามารถควบคุมความเสี่ยงในการลงทุน CLNได้อย่างไรบ้าง
3.CLN คืออะไร

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552

การบริหารหนี้

คุณมีภาระหนี้เท่าไหร่และคุณมีสินทรัพย์สุทธิเท่าไหร่ คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณมีสินทรัพย์หรือหนี้สินเท่าไหร่ วิธีการในการกู้เงินนั้นเป็นอย่างไร การล้มละลายเป็นวิธีเดียวที่จะหลีกหนีการเป็นหนี้สินหรือไม่ ลองพิจารณาดูถึงปัจจัยต่างๆ ที่ก่อหนี้ และวิธีการที่จะลดหนี้สินเหล่านั้นลงให้เหลือน้อยที่สุด
ภาระหนี้
ภาระหนื้คือคำที่ใช้เรียกขนาดของหนี้ของคนๆหนึ่งและมักใช้เพื่อให้ทราบว่าคุณมีขนาดเครดิตอยู่ในระดับที“ปลอดภัย”หรือไม่ภาระหนึ้ของคุณเป็นอย่างไรบ้าง?
คุณมีสินทรัพย์เท่าไหร่
ในการคำนวณสินทรัพย์ทั้งหมดของคุณคุณต้องพิจารณาจากมูลค่าตลาดไม่ใช่มูลค่าสิ่งของณเวลาที่คุณซื้อมาสินทรัพย์ของคุณมีมูลค่าเท่าไหร่ล่ะ?
การกู้ยืม
ไม่ว่าคุณจะยืมเงินจากที่ใดจำไว้เสมอว่าต้องทำสัญญาลงนามและอ่านเอกสารทั้งหมดรวมถึงเงื่อนไขและการคำนวณค่าธรรมเนียมต่างๆดูข้อมูล
การล้มละลาย
ยื่นล้มละลายเป็นกระบวนการทางกฎหมายซึ่งคุณควรเลือกใช้เป็นวิธีสุดท้ายและใช้เมื่อคุณลองทุกวิธีและไม่มีทางอื่นที่จะแก้ปัญหาทางการเงินของคุณได้อีกแล้ว
พ้นจากการเป็นหนี้
ตระหนักว่าคุณไม่ควรเพิ่มภาระหนี้ด้วยการจับจ่ายเพิ่มเติมอีกแล้วจงเริ่มเสียแต่วันนี้

ที่มา : http://www.mymoneyskills.com
จัดทำโดย น.ส.รัดเกล้า หมัดลี
5001103064

คำถาม
1. ในการคำนวณสินทรัพย์ทั้งหมดต้องพิจารณาจาก ?

2. คำที่ใช้เรียกขนาดของหนี้ของคนๆหนึ่ง คือ ?

3. วิธีใดเป็นวิธีสุดท้ายที่ควรใช้แก้ปัญหาทางการเงิน